Harry Potter Chibi Neville Longbottom 2

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3

                     บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
    ประจำวัน ศุกร์ ที่ 20 เดือน มดราคม พ.ศ. 2560
• ความรู้ที่ได้รับ
          ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งได้ 2 กลุ่ม ดังนี้
1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง หรือเรียกว่า " เด็กปัญญาเลิศ " (Gifted Child)
- พัฒนาการสูงกว่าเด็กปกติ
- เรียนรู้รวดเร็ว
- ชอบซักถาม
- มีเหตุผล
- จดจำได้รวดเร็ว
- มีความรู้เกินวัย
- ช่างสังเกต
- ชอบความท้าทาย
2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
แบ่งได้ ดังนี้
2.1 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา (Children with  Intellectual  Disabilities)
คือ เด็กที่มุระดับสติปัญญาตำ่กว่าเกณฑ์ เมื่อเทียบกับเด็กระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม ดังนี้
2.1.1 เด็กเรียนช้า  (IQ ประมาณ 71-90)
- สาเหตุ : ฐานะทางครอบครัว สภาพแวดล้อมในครอบครัว พัฒนาการช้า การเจ็บป่วย โรคประจำตัว
2.1.2 เด็กปัญญาอ่อน
แบ่งได้ 4 กลุ่มดังนี้
- กลุ่มเด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก(IQ ตำ่กว่า 20)
ลักษณะ : ไม่สามารถเรียนรู้ได้เลย ต้องได้รับการดูเเบรักษาพยาบาลเท่านั้น
- กลุ่มเด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก (IQ 20-34 ) : กลุ่ม C.M.R (Custodial Mental Retardation )
ลักษณะ : ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการการฝึกหัดการช่วยเหลือ
*** ใช้ชีวิตประจำวันได้***
- กลุ่มเด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง (IQ 35-49 ) : กลุ่ม T.M.R (Trainable Mentally Retardation)
ลักษณะ : เรียนรู้ง่ายๆได้ สามารถฝึกอาชีพหรือทำงานง่ายๆได้
*** ฝึกปฏิบัติได้***
-กลุ่มเด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย  (IQ 50-70 ) : กลุ่ม  E.M.R (Educable Mentally Retardation)
ลักษณะ : เรียนในระดับประถมศึกษาได้ ฝึกอาชีพง่ายๆได้
*** สามารถเรียนได้ ***
2.1.2 ดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome )
สาเหตุ : ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21
อาการ : ศรีษะ จมูก ปาก ใบหูมีขนาดเล็กและแบน คอสั้น เส้นลายมือตัดขวาง ระบบต่างๆในร่างกายผิดปกติ มีปัญหาด้านการพูด การใช้ภาษา อารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ร่าเริง เป็นมิตร
การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอด : เจาะเลือดมารดา อัลตราซาวนด์ เจาะนำ้ครำ่ และการตัดชิ้นเนื้อรก
2.2 เด็กบกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired )
คือ เด็กที่สูญเสียการได้ยิน ทำให้การรับฟังเสียงต่างๆไม่ชัดเจน แบ่งได้ 2 กลุ่ม ดังนี้
2.2.1 เด็กหูตึง : รับฟังด้วยการใช้เครื่องช่วยฟัง
มี 4 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มเด็กหูตึงระดับน้อย : มีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆ เช่น เสียงกระซิบ
- กลุ่มเด็กหูตึงระดับปานกลาง : ได้ยินไม่ชัด มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย
- กลุ่มเด็กหูตึงระดับมาก : มีปัญหาในการรับฟัง เสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน พูดไม่ชัดและช้ากว่าปกติ
- กลุ่มเด็กหูตึงระดับรุนแรง : พูดคุยด้วยดารตะโกน มีปัญหาในการแยกเสียง พูดไม่ชัดและมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด
2.2.2 เด็กหูหนวก : สูญเสียการได้ยิน ไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังช่วยได้ ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
2.3 เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น (Children with Visual Impairment )
คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง มองไม่เห็นหรือเห็เลือนราง
แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้
2.3.1 เด็กตาบอด : ไม่สามารถมองเห็นได้เลย ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการรับรู้
2.3.2 เด็กตาบอดไม่สนิท : สามารถมองเห็นได้บ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
• การนำไปประยุกต์ใช้
ช่วยในการจัดประสบการณ์ให้มีความเหมาะสม ช่วยให้เข้าใจลักษณะความบกพร่องต่างๆที่พบในเด็ก รู้จักช่างสังเกตถึงลักษณะอาการต่างๆ ที่ปรากฎในเด็กที่อยู่ในความดูเเลของเรา
• การประเมินผล
ตนเอง : ตั้งใจฟัง สามารถโต้ตอบ แสดงความคิดเห็นกัยเพื่อนและอาจารย์ได้
เพื่อน : มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเล่าประสบการณ์ต่างๆแบ่งปันกัน
อาจารย์ : มีการอธิบาย และยกตัวอย่างประกอบเนื้อหา ทำให้เห็นภาพและเข้าใจมากยิ่งขึ้น

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2

                      บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2
     ประจำวัน ศุกร์ ที่ 13 เดือน มกราคม พ.ศ. 2560
• ความรู้ที่ได้รับ
                   เด็กที่มีความต้องการพิเศษ
           (  Children with  special  needs  )
- เด็กที่เป็นโรคเดียวกันไม่สามารถใช้วิธีการสอนที่เหมือนกันได้
- ปรัชญาของเด็กพิเศษ : All Children Car Lear
- เด็กพิเศษนั้นมีพัฒนาการที่ล่าช้า ครูควรมีความใจเย็น และเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก
- ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก
 มีดังนี้ 1.ปัจจัยทางกายภาพ : ร่างกาย โรคประจำตัว
           2.ปัจจัยก่อนคลอด : เกิดขณะอยู่ในครรภ์เกิดจากพฤติกรรมของแม่
          3.กระบวนการคลอด : ขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้ทำคลอด ที่พบบ่อย คือ เด็กขาดออกซิเจน
          4.ปัจจัยหลังคลอด : การอบรมเลี้ยงดู อุบัติเหตุ
- สาเหตุที่เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
มีดังนี้ 1.พันธุกรรม : ถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูก
          2.โรคของระบบประสาท : เส้นประสาททำงานผิดปกติ อาการที่พบบ่อย คือ อาการชัก
          3.การติดเชื้อ : ต้องใช้การผ่าคลอดเพื่อป้องกันเด็กติดเชื้อ
          4.ความผิดปกติของเมทาบอลิซึม : ฮอร์โมนผิดปกติ เช่น ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดตำ่
          5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด : คลอดก่อนกำหนด  รกพันคอ  สำลักนำ้ครำ่
         6.สารเคมี : ตะกั่ว(พบมากตามภาชนะ) , แอลกอฮอล์(เกิดโรค Fetal alcohol syndrome )
         7.การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งขาดสารอาหาร (ส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อพัฒนาการ)
        8.สาเหตุอื่นๆ : อุบัติเหตุ
- โรคท้าวแสนปม : รักษาไม่ได้ ทำได้แค่บรรเทา
- โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ : รักษาได้ด้วยการผ่าตัดและต้องรีบทำตั้งแต่วัยทารก
- อาการชัก : เกิดจากระบบประสทาทำงานผิดปกติ
- สารนิโคติน : พบในบุหรี่  ส่งผลให้เด็กมีสมาธิสั้น
- ปฏิกิริยาสะท้อน(Primitive reflex) : การกำมืทันที หันคอไปพร้อมแขน ยำ่เท้าเมื่อเท้าสัมผัสพื้น ควำ่ตัวแล้วเงยหน้ากระดกเท้า งุ้มเท้าเมื่อสัมผัส
***สิ่งเหล่านี้จะหายไปเมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้และต้องหายไปก่อนอายุ 1 ขวบ
- การมองเห็นและการได้ยิน ต้องมีการตรวจสอบเสมอ เพราะ มีความสพคัญมากและส่งผลต่อความผิดปกติ
• การนำไปประยุกต์ใช้
เราจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ เนื่องจาก การเป็นครูปฐมวัยนั้นเราต้องพบเจอกับเด็กที่มีความต่างกัน ทั้งเด็กที่ปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การศึกษาเรื่องเหล่านี้จะทำให้เรารู้สาเหตุของโรคต่างๆและ สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสม
• การประเมินผล
ตนเอง : ตั้งใจเรียน ร่วมแสดวความคิดเห็นและตอบคำถาม มีการจดยันทึกลงสมุด
เพื่อน  : มีส่วนร่วมในกิจกรรม ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี
อาจารย์ : มีการอธิบายและยกตัวอย่างช่วยให้เจ้าใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น