Harry Potter Chibi Neville Longbottom 2

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11
ประจำวัน ศุกร์ ที่ 28 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2560

ความรู้ที่ได้รับ

3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
การสอนตามเหตุการณ์(Incidental Teaching)
เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
การกินอยู่
การเข้าห้องน้ำ
การแต่งตัว
กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน

การสร้างความอิสระ
•      เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
•      อยากทำงานตามความสามารถ
•      เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่

ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
•      การได้ทำด้วยตนเอง
•      เชื่อมั่นในตนเอง
•      เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี

หัดให้เด็กทำเอง
•      ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
•      ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
•      ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
•      “ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ”

จะช่วยเมื่อไหร่
•      เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
•      หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
•      เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
•      มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม

ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
•      แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
•      เรียงลำดับตามขั้นตอน

4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
เป้าหมาย
•      การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
•      มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
•      เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
•      พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
•      อยากสำรวจ อยากทดลอง

ช่วงความสนใจ
•      ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
•      จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร

การเลียนแบบ
    การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
•      เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
•      เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
•      คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่

ความจำ
•      จากการสนทนา
•      เมื่อเช้าหนูทานอะไร
•      แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
•      จำตัวละครในนิทาน
•      จำชื่อครู เพื่อน
•      เล่นเกมทายของที่หายไป

การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
•      จัดกลุ่มเด็ก
•      เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
•      ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
•      ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
•      ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•      ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
•      บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
•      รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
•      มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
•      เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
•      พูดในทางที่ดี

•      จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10
ประจำวันศุกร์ ที่ 21 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2560
ความรู้ที่ได้รับ

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
•      เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
•      ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด 
•      เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
•      เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
•      เกิดผลดีในระยะยาว
•      เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
•      แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
    (Individualized Education Program; IEP)
•      โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน

การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
•      การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน
     (Activity of Daily Living Training)
•      การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
•      การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

การบำบัดทางเลือก
•      การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
•      ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
•      ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
•      การฝังเข็ม (Acupuncture)
•      การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)

การสื่อความหมายทดแทน 
(Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
•      การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
•      โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System; PECS)
•      เครื่องโอภา (Communication Devices)
•      โปรแกรมปราศรัย

บทบาทของครู
•      ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
•      ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
•      จัดให้เด็กนั่งติด
•      นักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
•      ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

           1.   ทักษะทางสังคม
-     เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
-     การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
ยุทธศาสตร์การสอน
•       เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีเล่น  ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร 
        ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
•      จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
•      ครูจดบันทึก
•      ทำแผน IEP

          2.    ทักษะภาษา
-       การวัดความสามารถทางภาษา
-       การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด

การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
•      ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
•      ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
•      อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
•      อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
•      ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
•      เด็กที่
•      พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน

ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
•      การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
•      ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
•      ให้เวลาเด็กได้พูด
•      คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
•      เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
•      เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
•      ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
•      กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
•      เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
•      ใช้คำถามปลายเปิด
•      เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
•      ร่วมกิจกรรมกับเด็ก





บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
ประจำวัน ศุกร์ ที่  24 เดือน  มีนาคม พ.ศ 2560
ความรู้ที่ได้รับ

    อาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนวาดรูปมือของตนเองขณะหงายฝ่ามือ จากนั้นให้เพื่อนตามหาว่า ลายมือที่ได้นั้นเป็นลายมือของเพื่อนคนใด
   จากนั้นอาจารย์ยังให้ข้อคิดว่า สิ่งที่อยู่กับเราทุกวันใช่ว่าเราจะจดจำทุกรายละเอียดได้ จงใส่ใจสิ่งที่อยู่กับเราให้มากๆ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
ประจำวัน ศุกร์ ที่ 17 เดือน มีนาคม  พ.ศ. 2560

 ความรู้ที่ได้รับ

การศึกษาแบบเรียนรวม

รูปแบบการจัดการศึกษา
•      การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
•      การศึกษาพิเศษ (Special Education)
•      การศึกษาแบบเรียนร่วม  (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
•      การศึกษาแบบเรียนรวม  (Inclusive Education)

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม
(
Integrated Education หรือ Mainstreaming)
•      การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
•      มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
•      ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
•      ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน

การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
•      การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
•      เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
•      เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้

การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
•      การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
•      เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
•      มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
•      เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
•      การศึกษาสำหรับทุกคน
•      รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
•      จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
•      ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
•      “สอนได้”
•      เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม
·       ครูไม่ควรวินิจฉัย
·       ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก


·       ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
ประจำวัน  ศุกร์  ที่  3 เดือน  มีนาคม  พ.ศ. 2560

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ( ต่อ )

8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
•       มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
•       แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
•       มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
•       เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆ ไม่ได้
•       เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
•       ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
•       ความวิตกกังวล (Anxiety) ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
•       ภาวะซึมเศร้า (Depression) มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
•       ปัญหาทางสุขภาพ และขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ

     ด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
•       ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
•       ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
•       กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
•       เอะอะและหยาบคาย
•       หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
•       ใช้สารเสพติด
•       หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ
  
    ด้านความตั้งใจและสมาธิ  (Attention and Concentration)
•       จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
•       ถูกสิ่งต่างๆ รอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
•       งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

         สมาธิสั้น (Attention Deficit)
•       มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ หยุกหยิกไปมา
•       พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
•       มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

 การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
•       หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
•       เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
•       ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)
•       ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
•       การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
•       การปฏิเสธที่จะรับประทาน
•       รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
•       โรคอ้วน (Obesity)
•       ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
•       ขาดเหตุผลในการคิด
•       อาการหลงผิด (Delusion)
•       อาการประสาทหลอน (Hallucination)
•       พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
•       ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
•       รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
•       มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
•       มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
•       แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
•       มีความหวาดกลัว

เด็กสมาธิสั้น  (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวชมีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ

Inattentiveness (สมาธิสั้น)
•       ทำอะไรได้ไม่นาน วอกแวก ไม่มีสมาธิ
•       ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
•       มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
•       เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
•       เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด

               Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
•       ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
•       เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
•       เหลียวซ้ายแลขวา
•       ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
•       อยู่ไม่สุข ปีนป่าย
•       นั่งไม่ติดที่
•       ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง

Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
•       ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
•       ขาดความยับยั้งชั่งใจ
•       ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
•       ไม่อยู่ในกติกา
•       ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
•       พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
•       ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

          ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
•       อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
•       ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
•       ดูดนิ้ว กัดเล็บ
•       หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
•       เรียกร้องความสนใจ
•       อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
•       ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
•       ฝันกลางวัน
•       พูดเพ้อเจ้อ

9. เด็กพิการซ้อน  (Children with Multiple Handicaps)
•       เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
•       เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
•       เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
•       เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด