Harry Potter Chibi Neville Longbottom 2

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
ประจำวัน  ศุกร์  ที่  27 เดือน  มกราคม  พ.ศ. 2560

ความรู้ที่ได้รับ

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ( ต่อ )

3. เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)
- เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง
- มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
- สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
- มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท

เด็กตาบอด
 - เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
 
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
 
- มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
 
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา

เด็กตาบอดไม่สนิท
- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
 - สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
 - เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
 - มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น
•       เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
•       มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
•       มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
•       ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
•       เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
•       ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
•       มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
(Children with Speech and Language Disorders)
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด

หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด

1.     ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
-         เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
-         ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" "จิน"  กวาด ฟาด
-         เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
-         เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"

2.     ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (speech Flow Disorders)
-         พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
-         การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
-         อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
-         จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
-         เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย

3.     ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)
-         ความบกพร่องของระดับเสียง
-         เสียงดังหรือค่อยเกินไป
-         คุณภาพของเสียงไม่ดี

ความบกพร่องทางภาษา 

หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้

1.       การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)
-         มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
-         มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
-         ไม่สามารถสร้างประโยคได้
-         มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
-         ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วน ๆ

2.       ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia
-         อ่านไม่ออก (alexia)
-         เขียนไม่ได้ (agraphia )
-         สะกดคำไม่ได้
-         ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
-         จำคำหรือประโยคไม่ได้
-         ไม่เข้าใจคำสั่ง
-         พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้

Gerstmann’s syndrome

-         ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
-         ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
-         คำนวณไม่ได้ (acalculia)
-         เขียนไม่ได้ (agraphia)
-         อ่านไม่ออก (alexia)

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา

•      ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบา ๆ และอ่อนแรง
•      ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
•      ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
•      หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
•      ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
•      หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
•      มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
•      ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย

5.    เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)

-         เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
-         อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
-         เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
-         มีปัญหาทางระบบประสาท
-         มีความลำบากในการเคลื่อนไหว

โรคลมชัก (Epilepsy)
•      เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
•      มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน

1.การชักในช่วงเวลาสั้น ๆ (Petit Mal)
•      อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10วินาที
•      มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
•      เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
•      เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย

2.การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
              เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู

3.อาการชักแบบ (Partial Complex)
•      มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
•      เหม่อนิ่ง 
•      เหมือนรู้สึกตัวแต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
•      หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

4.อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
           เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

5.ลมบ้าหมู (Grand Mal)
        เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัด


การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน ในกรณีเด็กมีอาการชัก
•      จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
•      ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
•      หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
•      ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาหารออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
•      จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
•      ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ในปาก
•      ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

    ซี.พี. (Cerebral Palsy)
•      การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
•      การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของสมองแตกต่างกัน

1.กลุ่มแข็งเกร็ง (spastic)
•      spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
•      spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน
•      spastic paraplegiaอัมพาตครึ่งท่อนบน
•      spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว

2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง (athetoid , ataxia)
•      athetoid อาการขยุกขยิกช้า ๆ หรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของ เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
•      ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน

3.    กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed)

3.1กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)
-         เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ เสื่อมสลายตัว
-         เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
-         จะมีความพิการซ้อนในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
3.2โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)
ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot)กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)
•      ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง เศษกระดูกผุ กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ

                         -  โปลิโอ (Poliomyelitis)
•      มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
•      ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม

  -  โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta)
  -  โรคศีรษะโต  (Hydrocephalus)
  -  โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์     (Rheumatoid arthritis)
                  -   แขนขาด้วนแต่กำเนิด  (Limb Deficiency)

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

•       มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
•       ท่าเดินคล้ายกรรไกร
•       เดินขากะเผลก หรืออึดอาดเชื่องช้า
•       ไอเสียงแห้งบ่อย ๆ
•       มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
•       หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
•       หกล้มบ่อย ๆ
•       หิวและกระหายน้าอย่างเกินกว่าเหตุ











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น